ในการผลิตชิ้นส่วนโลหะและอะไหล่ยานยนต์ ขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งคือการชุบแข็ง แต่ทราบหรือไม่ว่าความร้อนมักทำให้เหล็กเกิดการบิดเบี้ยวได้ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเรื่อง การตรวจสอบมิติหลัง Heat Treatment เพื่อให้มั่นใจว่าชิ้นงานของคุณยังอยู่ในค่าความคลาดเคลื่อน (Tolerance) ที่ยอมรับได้
ทำไมต้องตรวจสอบมิติหลังการชุบแข็ง?
เมื่อโลหะผ่านกระบวนการ Heat Treatment หรือการชุบด้วยความร้อน โครงสร้างภายในจะเกิดการเปลี่ยนแปลง (Phase Transformation) ซึ่งส่งผลให้เกิดการขยายตัวหรือหดตัว หากไม่มีการควบคุมที่ดี ชิ้นงานอาจเสียรูป (Distortion) จนใช้งานไม่ได้
ขั้นตอนและเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบ
เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำที่สุด วิศวกรและฝ่าย QC มักใช้เครื่องมือดังต่อไปนี้:
- เครื่อง CMM (Coordinate Measuring Machine): สำหรับการวัดค่าพิกัดที่มีความซับซ้อนและต้องการความแม่นยำสูงระดับไมครอน
- Vernier Caliper & Micrometer: ใช้ตรวจสอบขนาดพื้นฐาน เช่น ความกว้าง ความยาว และเส้นผ่านศูนย์กลาง
- Profile Projector: เหมาะสำหรับเช็กองศาหรือรูปร่าง (Contour) ของชิ้นงานขนาดเล็ก
เทคนิคการเขียนรายงานการตรวจสอบมิติ (Dimensional Report)
เพื่อให้การทำ การตรวจสอบมิติหลัง Heat Treatment เป็นไปอย่างมีระบบ ควรระบุข้อมูลดังนี้:
- ค่ามิติก่อนการชุบ (Before Heat Treat)
- ค่ามิติหลังการชุบ (After Heat Treat)
- ค่าความเบี่ยงเบน (Deviation) ที่เกิดขึ้น
Pro Tip: การเลือกใช้สารชุบ (Quenching Media) ที่เหมาะสม และการวางตำแหน่งชิ้นงานในเตาอบ สามารถช่วยลดอัตราการบิดเบี้ยวของมิติได้ตั้งแต่ต้นทาง
สรุป
การตรวจสอบมิติอย่างละเอียดหลังผ่านความร้อน ไม่เพียงแต่ช่วยลดของเสีย (Reject) ในกระบวนการผลิต แต่ยังเป็นการรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลอีกด้วย
การตรวจสอบมิติ, ชิ้นส่วนรถยนต์, งานชุบแข็ง, งานวิศวกรรม

