ค้นหา

Custom Search
Mold Article Integrated content and knowledge about mold industry.

วิธีการประยุกต์ใช้ 3D Printing ร่วมกับ CNC ในงานแม่พิมพ์: ทางเลือกใหม่เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

ในยุคอุตสาหกรรม 4.0 การผลิตแม่พิมพ์ (Mold Making) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การกัดก้อนเหล็กแบบเดิมๆ อีกต่อไป การนำ 3D Printing มาประยุกต์ใช้ร่วมกับ CNC Machining หรือที่เรียกว่า "Hybrid Manufacturing" กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการผลิตได้อย่างมหาศาล

ทำไมต้องใช้ 3D Printing ร่วมกับ CNC?

จุดเด่นของ 3D Printing คือการสร้างรูปทรงที่ซับซ้อน เช่น Conformal Cooling Channels (ช่องหล่อเย็นตามรูปทรง) ซึ่ง CNC ทำไม่ได้ ส่วน CNC ก็มีจุดแข็งเรื่องความแม่นยำระดับไมครอนและพื้นผิวที่เรียบเนียน เมื่อนำสองเทคโนโลยีนี้มาเจอกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือแม่พิมพ์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม

ขั้นตอนการประยุกต์ใช้ในงานแม่พิมพ์

  • การพิมพ์ขึ้นรูปเบื้องต้น (Near-Net Shape): ใช้ 3D Printing (เช่นเทคโนโลยี SLM หรือ DMLS) พิมพ์โครงสร้างแม่พิมพ์โลหะขึ้นมาโดยเหลือเผื่อระยะ (Stock) ไว้เล็กน้อย
  • การเพิ่มช่องหล่อเย็นอัจฉริยะ: ออกแบบโครงสร้างภายในให้ระบายความร้อนได้ดีที่สุด ลด Cycle Time ในการฉีดพลาสติก
  • การเก็บรายละเอียดด้วย CNC: นำชิ้นงานที่พิมพ์เสร็จแล้วเข้าเครื่อง CNC เพื่อกัดผิวหน้าสัมผัส (Parting Line) และจุดที่ต้องการความละเอียดสูง

ประโยชน์ที่ได้รับจาก Hybrid Manufacturing

หัวข้อ ประโยชน์
ระยะเวลา ลดเวลาการผลิตแม่พิมพ์ลง 30-50%
ต้นทุน ประหยัดวัสดุและลดการสึกหรอของเครื่องมือตัด
คุณภาพ ชิ้นงานฉีดพลาสติกไม่มีรอยยุบ (Sink Marks) และเย็นตัวเร็วขึ้น

สรุป

การประยุกต์ใช้ 3D Printing ร่วมกับ CNC ในงานแม่พิมพ์ คือคำตอบของการผลิตสมัยใหม่ที่ต้องการทั้งความเร็วและความแม่นยำ หากคุณกำลังมองหาวิธีเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เทคโนโลยีไฮบริดนี้คือสิ่งที่ไม่ควรข้าม

เทคนิคการเตรียมองค์กรสู่การใช้แม่พิมพ์ต้นแบบดิจิทัล (Digital Prototyping)

ในยุคที่การแข่งขันทางอุตสาหกรรมสูงขึ้น "แม่พิมพ์ต้นแบบดิจิทัล" หรือ Digital Prototyping กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการผลิต แต่การจะเปลี่ยนผ่านองค์กรให้พร้อมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บทความนี้จะเจาะลึกเทคนิคการเตรียมความพร้อมใน 3 มิติหลัก

1. การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure)

หัวใจสำคัญของต้นแบบดิจิทัลคือข้อมูลที่แม่นยำ องค์กรต้องเริ่มจากการเปลี่ยนข้อมูลจากกระดาษ (Physical Paper) ให้เป็นไฟล์ดิจิทัลที่มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ซอฟต์แวร์สามารถประมวลผลและจำลองสถานการณ์ได้อย่างสมจริง

2. การพัฒนาทักษะบุคลากร (Upskilling & Reskilling)

เทคโนโลยีจะไร้ค่าหากขาดผู้เชี่ยวชาญ การเตรียมองค์กรต้องเน้นการฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจการใช้ซอฟต์แวร์ 3D CAD/CAE และการวิเคราะห์ผลลัพธ์จากการจำลอง (Simulation) เพื่อลดความผิดพลาดก่อนเริ่มการผลิตจริง

3. การบูรณาการกระบวนการทำงานแบบ Agile

การใช้แม่พิมพ์ต้นแบบดิจิทัลช่วยให้เราสามารถแก้ไขงานได้ทันที (Iterative Design) ดังนั้นกระบวนการทำงานในองค์กรต้องมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อรองรับการสื่อสารที่รวดเร็วระหว่างฝ่ายออกแบบและฝ่ายผลิต

Key Success: ความสำเร็จของการใช้แม่พิมพ์ต้นแบบดิจิทัล ไม่ได้อยู่ที่ซอฟต์แวร์ที่แพงที่สุด แต่อยู่ที่ "ความพร้อมของคนและข้อมูล"

ประโยชน์ของการเปลี่ยนสู่ Digital Prototyping:

  • ลดขยะจากการทดลองหล่อแม่พิมพ์จริง
  • ประหยัดงบประมาณในการแก้ไขแบบ (Rework)
  • เพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ความทนทานของวัสดุ

หากองค์กรของคุณเริ่มต้นอย่างถูกวิธี การก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยแม่พิมพ์ต้นแบบดิจิทัลจะกลายเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน

กลยุทธ์การประยุกต์ใช้ 3D Printing ในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ (Tooling Industry)

ในยุคอุตสาหกรรม 4.0 การทำแม่พิมพ์แบบดั้งเดิมเริ่มมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาและต้นทุน การใช้ 3D Printing หรือ Additive Manufacturing จึงเข้ามาเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน บทความนี้จะเจาะลึกกลยุทธ์การวางระบบเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตแม่พิมพ์ยุคใหม่

1. การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Material & Technology Selection)

กลยุทธ์แรกคือการวิเคราะห์ประเภทของแม่พิมพ์ที่ต้องการผลิต หากเป็นแม่พิมพ์ต้นแบบ (Prototype Mold) การใช้เทคโนโลยี SLA หรือ PolyJet จะช่วยให้ได้ผิวสัมผัสที่เรียบเนียน แต่หากเป็นแม่พิมพ์สำหรับการผลิตจริง (Production Grade) เทคโนโลยี DMLS (Direct Metal Laser Sintering) ที่ใช้โลหะเป็นวัสดุหลักคือคำตอบ

2. การออกแบบช่องหล่อเย็นแบบอิสระ (Conformal Cooling Channels)

หนึ่งในจุดแข็งที่สุดของ 3D Printing คือการสร้าง Conformal Cooling หรือช่องทางหล่อเย็นที่วิ่งตามรูปทรงของชิ้นงาน ซึ่งวิธีแบบเดิมทำไม่ได้ กลยุทธ์นี้ช่วยลด Cycle Time ในการฉีดพลาสติกได้ถึง 20-50% และลดการบิดงอของชิ้นงานได้อย่างดีเยี่ยม

3. การทำ Hybrid Tooling

ไม่จำเป็นต้องพิมพ์แม่พิมพ์ทั้งลูก กลยุทธ์ที่คุ้มค่าที่สุดคือ Hybrid Tooling โดยการทำฐานแม่พิมพ์ด้วยวิธี CNC แบบดั้งเดิม และใช้ 3D Printing เฉพาะส่วน Insert ที่มีรายละเอียดซับซ้อน ช่วยลดต้นทุนวัสดุผงโลหะและประหยัดเวลาการพิมพ์

4. การลดระยะเวลาการทำแม่พิมพ์เสริม (Jigs & Fixtures)

นอกเหนือจากตัวแม่พิมพ์หลัก 3D Printing ยังใช้สร้างอุปกรณ์จับยึด (Jigs & Fixtures) ที่ปรับแต่งตามรูปทรงชิ้นงานได้ทันที ช่วยให้สายการผลิตมีความยืดหยุ่นสูงขึ้น

สรุปกลยุทธ์เพื่อความสำเร็จ

  • วิเคราะห์ความคุ้มค่า (ROI) ระหว่างการพิมพ์โลหะกับการทำ CNC
  • เน้นการออกแบบชิ้นส่วนที่ลดการใช้ Support Structure เพื่อประหยัดต้นทุน
  • ฝึกอบรมบุคลากรด้าน Design for Additive Manufacturing (DfAM)

แม่พิมพ์, 3D Printing, กลยุทธ์การผลิต, นวัตกรรม

เจาะลึกเทคนิคการวางแผนการลงทุนแม่พิมพ์ (Mold Investment) ให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ

การวางแผนการลงทุนใน แม่พิมพ์ (Mold) ถือเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตในอุตสาหกรรมพลาสติกและโลหะ หากวางแผนไม่ดีพอ อาจนำไปสู่ปัญหาต้นทุนบานปลายหรือคุณภาพชิ้นงานที่ไม่สม่ำเสมอ บทความนี้จะช่วยคุณเจาะลึกเทคนิคการวางแผนอย่างมืออาชีพ

1. วิเคราะห์ปริมาณการผลิต (Production Volume)

ก่อนเริ่มลงทุน ต้องทราบก่อนว่าเป้าหมายการผลิตอยู่ที่กี่ชิ้น เพื่อเลือกประเภทของเหล็กทำแม่พิมพ์ที่เหมาะสม:

  • Low Volume: เน้นแม่พิมพ์ต้นแบบ (Prototype) ต้นทุนต่ำ
  • High Volume: ต้องใช้เหล็กเกรดสูงที่ทนทานต่อความร้อนและการสึกหรอ เพื่อลดค่าซ่อมบำรุงในระยะยาว

2. การออกแบบเพื่อการผลิต (Design for Manufacturing - DFM)

การทำ DFM ช่วยลดความผิดพลาดก่อนการสร้างแม่พิมพ์จริง เทคนิคนี้ช่วยลด Cycle Time และป้องกันปัญหาชิ้นงานบิดตัว (Warping) ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณในการแก้ไขแม่พิมพ์ภายหลังได้มหาศาล

3. การคำนวณจุดคุ้มทุน (ROI Analysis)

การลงทุนแม่พิมพ์ที่มีราคาถูกที่สุดอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป ควรพิจารณาจาก Cost per Part หรือต้นทุนต่อชิ้นงาน โดยคำนวณจากค่าแม่พิมพ์หารด้วยจำนวนชิ้นงานที่คาดว่าจะผลิตได้ตลอดอายุการใช้งานของแม่พิมพ์นั้นๆ

Tip: การเลือกใช้วัสดุเหล็กแม่พิมพ์ที่เหมาะสมกับชนิดพลาสติก จะช่วยยืดอายุการใช้งานแม่พิมพ์ได้นานขึ้นถึง 20-30%

สรุป

การวางแผนการลงทุนแม่พิมพ์อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยความสมดุลระหว่าง คุณภาพเหล็ก, การออกแบบที่แม่นยำ และการคำนวณจุดคุ้มทุน เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีผลกำไรสูงสุด

วิธีการใช้ 3D Printing เป็นส่วนหนึ่งของ Workflow แม่พิมพ์: เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

ในยุคที่การแข่งขันทางอุตสาหกรรมเน้นความรวดเร็ว การทำแม่พิมพ์ (Mold Making) แบบดั้งเดิมที่ต้องใช้การ CNC หรือ EDM เพียงอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป การนำ 3D Printing เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Workflow หรือที่เรียกว่า Rapid Tooling จึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจก้าวหน้าได้เร็วขึ้น

ทำไมต้องใช้ 3D Printing ในงานแม่พิมพ์?

การใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติไม่ได้มาเพื่อแทนที่การทำแม่พิมพ์โลหะทั้งหมด แต่เข้ามาเสริมในส่วนที่การกัดชิ้นงานแบบเดิมทำได้ยากหรือใช้รอนานเกินไป โดยมีประโยชน์หลักๆ ดังนี้:

  • ลดระยะเวลา (Lead Time): จากที่ต้องรอแม่พิมพ์หลายสัปดาห์ เหลือเพียงไม่กี่วัน
  • ลดต้นทุน: เหมาะสำหรับการทำแม่พิมพ์ต้นแบบ (Prototype Mold) หรือการผลิตจำนวนน้อย (Low-volume production)
  • อิสระในการออกแบบ: สามารถสร้างช่องหล่อเย็น (Conformal Cooling Channels) ที่มีความซับซ้อนเพื่อลด Cycle Time ในการฉีดพลาสติก

ขั้นตอนการรวม 3D Printing เข้ากับ Workflow

1. การออกแบบเพื่อการพิมพ์ (Design for 3D Printing)

เริ่มต้นจากการปรับไฟล์ CAD โดยคำนึงถึงวัสดุที่จะใช้พิมพ์ หากเป็นแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก (Injection Mold) ต้องเลือกเรซินหรือโลหะที่ทนความร้อนและความดันสูงได้

2. การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม

เทคโนโลยีที่นิยมใช้ใน Workflow แม่พิมพ์ ได้แก่:

  • SLA/DLP: สำหรับแม่พิมพ์ที่ต้องการความละเอียดผิวสูง
  • SLM (Metal 3D Printing): สำหรับแม่พิมพ์โลหะที่ใช้งานจริงในสายการผลิต
  • FDM: สำหรับทำ Jig & Fixture หรือแม่พิมพ์ทราย (Sand Casting)

3. การปรับแต่งผิวและการประกอบ (Post-Processing)

ชิ้นงานที่ออกจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติอาจต้องมีการขัดผิว (Polishing) หรือการต๊าปเกลียว เพื่อให้ได้ขนาดที่แม่นยำตามมาตรฐานของแม่พิมพ์อุตสาหกรรม

สรุป

การใช้ 3D Printing ในงานแม่พิมพ์ คือการผสมผสานเทคโนโลยีใหม่เข้ากับความเชี่ยวชาญเดิม เพื่อสร้าง Workflow ที่ยืดหยุ่นและรวดเร็ว ช่วยให้คุณสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์สู่ตลาดได้ทันเวลาและประหยัดงบประมาณ

เทคนิคการปรับปรุงกระบวนการออกแบบด้วยข้อมูลจาก Prototype

ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ดิจิทัล การสร้าง Prototype (ต้นแบบ) ไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนการโชว์ความสวยงามเท่านั้น แต่คือเครื่องมือสำคัญในการเก็บข้อมูลเพื่อลดความเสี่ยงในการพัฒนาจริง บทความนี้จะเจาะลึกเทคนิคการนำข้อมูลที่ได้จาก Prototype มาปรับปรุงงานออกแบบให้ตอบโจทย์ผู้ใช้มากที่สุด

1. การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ (Quantitative & Qualitative Data)

หัวใจสำคัญของการปรับปรุงงานคือการรู้ว่าผู้ใช้ทำอะไรและทำไมถึงทำแบบนั้น:

  • Success Rate: ดูว่าผู้ใช้ทำงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จกี่เปอร์เซ็นต์
  • Time on Task: ระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละหน้า สะท้อนถึงความซับซ้อนของ UI
  • User Feedback: คำพูดหรือสีหน้าของผู้ใช้ขณะทดสอบ ซึ่งบอกถึงอารมณ์และความรู้สึก

2. วิเคราะห์หา "จุดสะดุด" (Pain Points Identification)

เมื่อเราได้ข้อมูลมาแล้ว ให้มองหาจุดที่ผู้ใช้เกิดอาการชะงัก หรือคลิกผิดบ่อยครั้ง ข้อมูลจาก Usability Testing บน Prototype จะช่วยให้เราเห็นว่า Flow ไหนที่ซับซ้อนเกินไป ก่อนที่จะส่งต่อให้ทีม Developer พัฒนาจริง

3. การทำ Iterative Design (การออกแบบซ้ำเพื่อความสมบูรณ์)

การปรับปรุงไม่ใช่การทำครั้งเดียวจบ แต่คือวงจร Design -> Prototype -> Test -> Learn โดยใช้ข้อมูลเป็นตัวนำทาง (Data-Driven Design) เทคนิคนี้ช่วยให้เราไม่ต้องเดาความต้องการของผู้ใช้ แต่ปรับเปลี่ยนตามพฤติกรรมจริงที่เกิดขึ้น

Pro Tip: อย่ารัก Design ของตัวเองมากเกินไปจนมองข้ามข้อมูลจาก Prototype เพราะข้อมูลคือความจริงที่ผู้ใช้มอบให้เรา

สรุป

การใช้เทคนิคการปรับปรุงกระบวนการออกแบบด้วยข้อมูลจาก Prototype ช่วยลดข้อผิดพลาด ประหยัดงบประมาณ และสร้างประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) ที่ยอดเยี่ยม หากคุณเริ่มต้นด้วยข้อมูล งานออกแบบของคุณจะมีคุณค่าและจับต้องได้อย่างแน่นอน

เจาะลึก! วิธีการประเมินความพร้อมของแบบก่อนผลิตจริง (Pre-Production Design Evaluation)

ในการทำธุรกิจการผลิต ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนวิศวกรรมหรือผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดก่อนจะเดินเครื่องจักรคือ "การประเมินความพร้อมของแบบ" เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในกระดาษ อาจกลายเป็นต้นทุนมหาศาลเมื่อผลิตจริง บทความนี้จะพาคุณไปดูขั้นตอนการตรวจสอบแบบอย่างมืออาชีพเพื่อให้มั่นใจว่างานของคุณพร้อม 100%

1. การตรวจสอบความสมบูรณ์ของมิติ (Dimensional Accuracy)

จุดแรกที่ต้องพิจารณาคือการเช็คขนาดและระยะเผื่อ (Tolerance) ว่ามีความสอดคล้องกับมาตรฐานหรือไม่ การใช้ระบบ Geometric Dimensioning and Tolerancing (GD&T) จะช่วยให้ผู้ผลิตเข้าใจตรงกันว่าส่วนไหนขยับได้เท่าไหร่ เพื่อป้องกันปัญหาประกอบร่างไม่ได้ (Assembly Issue)

2. การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการผลิต (Design for Manufacturing - DFM)

แบบที่สวยอาจจะผลิตไม่ได้จริง หรือผลิตได้แต่ต้นทุนสูงเกินไป การประเมิน DFM จะช่วยตอบคำถามว่า:

  • เครื่องจักรที่มีอยู่รองรับการผลิตตามแบบนี้หรือไม่?
  • วัสดุที่เลือกใช้เหมาะสมกับกระบวนการขึ้นรูปหรือไม่?
  • มีจุดอับหรือส่วนที่เข้าถึงยากในการปาดเนื้อโลหะหรือฉีดพลาสติกหรือไม่?

3. การทดสอบผ่านซอฟต์แวร์จำลอง (Simulation & FEA)

ก่อนจะทำ Prototype จริง เราสามารถใช้การวิเคราะห์ด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ (Finite Element Analysis - FEA) เพื่อจำลองการรับแรงดัน ความร้อน หรือความล้าของวัสดุ วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายเมื่อนำไปใช้งานจริง

4. การทำต้นแบบรวดเร็ว (Rapid Prototyping)

การใช้ 3D Printing เพื่อสร้างแบบจำลองเสมือนจริงช่วยให้ทีมออกแบบเห็นภาพทางกายภาพ (Physical Feedback) ซึ่งช่วยในการตัดสินใจเรื่องความสวยงาม (Aesthetics) และการหยิบจับใช้งาน (Ergonomics) ได้ดีกว่าการดูเพียงในหน้าจอคอมพิวเตอร์

สรุปหัวใจสำคัญ: การประเมินความพร้อมไม่ใช่แค่การจับผิด แต่คือการประกันคุณภาพ (Quality Assurance) ที่ช่วยลดของเสีย (Waste) และเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันในตลาดนั่นเอง

การประเมินแบบ, ตรวจสอบก่อนผลิต, งานวิศวกรรม, การออกแบบผลิตภัณฑ์

เทคนิคการใช้แม่พิมพ์ 3 มิติในขั้น Pre-Production: ทางลัดสู่การผลิตจริง

ในยุคที่การแข่งขันทางการตลาดสูงขึ้น การรอคอยแม่พิมพ์เหล็ก (Steel Tooling) ที่ใช้เวลานานและมีราคาสูงอาจทำให้คุณเสียโอกาส การใช้แม่พิมพ์ 3 มิติ (3D Printed Molds) จึงกลายเป็นเทคนิคสำคัญในขั้นตอน Pre-Production เพื่อทดสอบชิ้นงานด้วยวัสดุจริงก่อนเริ่มผลิตจำนวนมาก

ทำไมต้องใช้ 3D Printing ทำแม่พิมพ์ในช่วง Pre-Production?

การทำแม่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ หรือที่เรียกว่า "Soft Tooling" ช่วยให้วิศวกรและนักออกแบบสามารถผลิตชิ้นงานต้นแบบที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสินค้าจริงได้มากที่สุด โดยมีข้อดีหลักๆ ดังนี้:

  • ประหยัดต้นทุน: ลดค่าใช้จ่ายในการทำแม่พิมพ์โลหะได้ถึง 80-90% ในช่วงทดสอบ
  • ความรวดเร็ว: สามารถผลิตแม่พิมพ์เสร็จภายในไม่กี่ชั่วโมง แทนที่จะเป็นสัปดาห์
  • การปรับเปลี่ยนดีไซน์: หากพบข้อผิดพลาด สามารถแก้ไขไฟล์ 3D และพิมพ์แม่พิมพ์ใหม่ได้ทันที

เทคนิคการเลือกวัสดุสำหรับแม่พิมพ์ 3 มิติ

หัวใจสำคัญคือการเลือกวัสดุที่ทนความร้อนและแรงดันได้ดี โดยเทคโนโลยีที่นิยมใช้ได้แก่:

  • SLA (Stereolithography): ใช้เรซินที่มีความละเอียดสูงและทนความร้อน (High Temp Resin) เหมาะสำหรับงานที่ต้องการผิวเรียบเนียน
  • FDM (Fused Deposition Modeling): หากใช้ในงานที่ไม่ซับซ้อน สามารถใช้วัสดุอย่าง Nylon หรือ PC เพื่อความทนทาน

ขั้นตอนการใช้งานในระดับมืออาชีพ

  1. การออกแบบ Draft Angle: ออกแบบมุมเอียงให้เหมาะสมเพื่อให้แกะชิ้นงานออกจากแม่พิมพ์ได้ง่าย
  2. การพิมพ์และขัดผิว: พื้นผิวที่เรียบจะช่วยลดแรงเสียดทานขณะฉีดวัสดุ
  3. การประกอบเข้ากับ MUD Base: นำแม่พิมพ์ 3 มิติใส่ในกรอบโลหะมาตรฐานเพื่อเสริมความแข็งแรง

สรุปแล้ว การใช้ 3D Printed Tooling ไม่ได้มาเพื่อแทนที่แม่พิมพ์เหล็กถาวร แต่มาเพื่อเติมเต็มช่องว่างในช่วงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้คุณสามารถส่งสินค้าออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้นและแม่นยำกว่าที่เคย

Mould Industry Category | หมวดแม่พิมพ์อุตสาหกรรม

10อันดับเรื่องแม่พิมพ์อุตสาหกรรม

ประเภทของแม่พิมพ์อุตสาหกรรม

บทความของแม่พิมพ์อุตสาหกรรม