ค้นหา

Custom Search
Mold Article Integrated content and knowledge about mold industry.

เทคนิคการตรวจสอบความแม่นยำของแม่พิมพ์พิมพ์ 3 มิติ

ในการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) ความสวยงามของชิ้นงานอาจไม่สำคัญเท่ากับ "ความแม่นยำทางมิติ" (Dimensional Accuracy) โดยเฉพาะหากคุณต้องพิมพ์ชิ้นส่วนที่ต้องนำไปประกอบเข้าด้วยกัน (Fitment) บทความนี้จะเจาะลึกเทคนิคการตรวจสอบความแม่นยำที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง

ทำไมความแม่นยำของแม่พิมพ์ 3 มิติถึงคลาดเคลื่อน?

ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อขนาดของชิ้นงาน ได้แก่ การหดตัวของวัสดุ (Material Shrinkage), การตั้งค่า Step per mm ของมอเตอร์ที่ผิดพลาด และอุณหภูมิขณะพิมพ์ที่ไม่คงที่


5 เทคนิคตรวจสอบความแม่นยำระดับมืออาชีพ

1. การพิมพ์ Calibration Cube

วิธีที่ง่ายที่สุดคือการพิมพ์ลูกบาศก์ขนาดมาตรฐาน 20x20x20 mm แล้วใช้ Digital Caliper วัดค่าในแกน X, Y และ Z หากค่าที่ได้ไม่ตรง 20.00 mm แสดงว่าคุณต้องปรับจูนเครื่องใหม่

2. การทดสอบ Tolerance (Clearance Test)

เป็นการพิมพ์ชิ้นงานที่มีช่องว่างต่างกัน (เช่น 0.1mm ไปจนถึง 0.5mm) เพื่อดูว่าชิ้นส่วนที่พิมพ์ออกมาสามารถขยับหรือถอดออกจากกันได้ที่ระยะเท่าไหร่ เทคนิคนี้สำคัญมากสำหรับงานวิศวกรรม

3. การวัดรูกลม (Circle-Hole Accuracy)

บ่อยครั้งที่พิมพ์สี่เหลี่ยมแม่นยำแต่ "รูวงกลม" กลับเบี้ยวหรือเล็กกว่าความจริง การตรวจสอบนี้ช่วยเช็คความตึงของสายพาน (Belt Tension) และการตั้งค่า XY Compensation ใน Slicer

4. การใช้ Vernier Caliper และ Micrometer

สำหรับการตรวจสอบความแม่นยำสูง การใช้เครื่องมือวัดที่ได้มาตรฐานเป็นสิ่งจำเป็น ควรวัดชิ้นงานในหลายตำแหน่งเพื่อหาค่าเฉลี่ย (Average) มากกว่าการวัดเพียงจุดเดียว

5. การทำกวาดชิ้นงานด้วย 3D Scanner (ขั้นสูง)

สำหรับงานอุตสาหกรรม การใช้ 3D Scanner เพื่อนำไฟล์ที่พิมพ์ได้จริงไปเปรียบเทียบกับไฟล์ CAD (CAD-to-Part Comparison) จะช่วยให้เห็นจุดที่บิดเบี้ยวได้แบบ Heat map


สรุปการปรับจูนเพื่อความแม่นยำ

  • E-Steps Calibration: ตรวจสอบว่าเครื่องจ่ายเส้นพลาสติกตรงตามระยะที่สั่งหรือไม่
  • Flow Rate: ปรับปริมาณการฉีดเส้นให้พอดี ไม่ให้ชิ้นงานอ้วนหรือผอมเกินไป
  • Cooling: การระบายความร้อนที่เหมาะสมช่วยลดการบิดตัว (Warping)

การตรวจสอบความแม่นยำอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณลดการสูญเสียวัสดุและประหยัดเวลาในการทำงานได้อย่างมหาศาล!

วิธีการทดสอบแม่พิมพ์ต้นแบบจาก 3D Printing ก่อนใช้งานจริง: คู่มือฉบับสมบูรณ์

การใช้ 3D Printing ในการทำแม่พิมพ์ต้นแบบ (Rapid Tooling) ช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนได้มหาศาล แต่ก่อนจะนำไปขึ้นรูปจริง การทดสอบอย่างเป็นระบบคือหัวใจสำคัญ เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นกับชิ้นงานจริง

1. การตรวจสอบความแม่นยำของมิติ (Dimensional Accuracy)

ขั้นตอนแรกคือการใช้เครื่องมือวัดความละเอียดสูง เช่น Vernier Caliper หรือเครื่อง CMM ตรวจสอบว่าแม่พิมพ์ที่พิมพ์ออกมามีขนาดตรงตามไฟล์ CAD หรือไม่ โดยต้องคำนึงถึงค่าการหดตัว (Shrinkage Rate) ของวัสดุที่จะนำมาฉีดจริงด้วย

2. การทดสอบการประกอบและกลไก (Fit and Function Test)

หากแม่พิมพ์ประกอบด้วยหลายส่วน ให้ทดสอบการประกบกันของแม่พิมพ์ (Mold Alignment) ว่าแนบสนิทหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบระบบการคายชิ้นงาน (Ejection System) ว่าสามารถทำงานได้คล่องตัว ไม่ติดขัด

3. การทดสอบความแข็งแรงและการทนความร้อน (Thermal & Stress Test)

เนื่องจากวัสดุ 3D Print บางชนิดอาจเสียรูปเมื่อเจอความร้อนสูงจากการฉีดพลาสติก (Injection Molding) การทดสอบในสภาวะจำลองจึงจำเป็น:

  • Heat Deflection: ตรวจสอบว่าแม่พิมพ์ทนอุณหภูมิของเรซิ่นหรือพลาสติกเหลวได้หรือไม่
  • Clamping Pressure: ตรวจสอบว่าแม่พิมพ์รับแรงอัดจากการปิดแม่พิมพ์ได้โดยไม่แตกร้าว

4. การทดสอบการไหลของวัสดุ (Flow Analysis)

ก่อนลงมือฉีดจริง ควรตรวจสอบทางเดินของวัสดุ (Gate and Runner) ว่ามีการไหลที่สม่ำเสมอหรือไม่ เพื่อป้องกันการเกิดฟองอากาศ (Air Traps) หรือรอยประสาน (Weld Lines) บนชิ้นงาน

สรุป

การทดสอบแม่พิมพ์ต้นแบบจาก 3D Printing ไม่เพียงแต่ช่วยยืนยันความถูกต้องของดีไซน์ แต่ยังช่วยให้เราปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องได้ทันท่วงทีก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับนักออกแบบและวิศวกรยุคใหม่

เปลี่ยนงานออกแบบให้เป๊ะ: เทคนิคการลดข้อผิดพลาดจากการออกแบบสู่การพิมพ์จริง

หนึ่งในฝันร้ายของนักออกแบบคือการได้รับงานพิมพ์ที่สีเพี้ยน ตัวหนังสือตัดขาด หรือภาพแตก ทั้งที่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ดูสมบูรณ์แบบ การเข้าใจกระบวนการ "Pre-press" จึงเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยลดการสูญเสียทั้งเวลาและงบประมาณ

1. ตั้งค่าระบบสีให้ถูกต้อง (CMYK vs RGB)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการออกแบบในโหมด RGB (ซึ่งใช้สำหรับหน้าจอ) แต่สั่งพิมพ์ในระบบ CMYK ผลลัพธ์ที่ได้คือสีจะดรอปและหม่นลง ดังนั้นควรเปลี่ยนโหมดสีตั้งแต่เริ่มโปรเจกต์เพื่อให้ใกล้เคียงกับสีหมึกพิมพ์จริงมากที่สุด

2. การเผื่อระยะตัดตก (Bleed) และระยะปลอดภัย (Margin)

เครื่องจักรตัดกระดาษอาจมีความคลาดเคลื่อนได้เพียงไม่กี่มิลลิเมตร การตั้งค่า Bleed (อย่างน้อย 3mm) จะช่วยให้มั่นใจได้ว่างานพิมพ์จะไม่มีขอบขาวโผล่มา และการรักษา Safety Margin จะช่วยป้องกันไม่ให้เนื้อหาสำคัญหรือตัวอักษรถูกตัดออกไป

3. ความละเอียดของรูปภาพ (DPI)

ภาพที่ดูชัดบนเว็บไซต์ (72 DPI) ไม่สามารถนำมาพิมพ์ให้ชัดได้ งานพิมพ์คุณภาพสูงต้องมีความละเอียดอย่างน้อย 300 DPI ที่ขนาดจริง เพื่อป้องกันปัญหาภาพแตกหรือเป็นเม็ดพิกเซล

4. การจัดการตัวอักษร (Font Management)

เพื่อป้องกันปัญหาฟอนต์เด้ง หรือเครื่องพิมพ์ไม่มีฟอนต์ที่เราใช้ ควรทำการ Create Outlines (ใน Illustrator) หรือฝังฟอนต์ (Embed) ในไฟล์ PDF ก่อนส่งโรงพิมพ์เสมอ

5. การเลือกใช้ไฟล์ PDF สำหรับงานพิมพ์

การบันทึกไฟล์เป็น PDF/X-1a หรือ PDF/X-4 เป็นมาตรฐานสากลที่โรงพิมพ์ยอมรับ เพราะช่วยรักษาสภาพเลเยอร์ สี และฟอนต์ให้คงที่ที่สุด

เคล็ดลับจากมืออาชีพ: ควรขอทำ Digital Proof หรือตัวอย่างก่อนพิมพ์จริงเสมอ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของสีและเนื้อหาเป็นขั้นตอนสุดท้าย

วิธีการเตรียมไฟล์ CAD สำหรับการพิมพ์แม่พิมพ์ (Mold Making) ให้มือโปร

การเปลี่ยนจากงานออกแบบในหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปสู่การเป็นแม่พิมพ์ (Mold) ที่ใช้งานได้จริงนั้น ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ "การเตรียมไฟล์ CAD" หากไฟล์ไม่สมบูรณ์ อาจนำไปสู่ความผิดพลาดในการผลิตและงบประมาณที่บานปลาย บทความนี้จะเจาะลึกเทคนิคการปรับแต่งไฟล์เพื่อการพิมพ์แม่พิมพ์โดยเฉพาะ

1. การกำหนดองศาการถอดแบบ (Draft Angle)

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการลืมใส่ Draft Angle หากผนังของแม่พิมพ์ตั้งฉาก 90 องศาเกินไป จะทำให้เกิดแรงเสียดทานและถอดชิ้นงานออกยาก หรืออาจทำให้ผิวชิ้นงานเป็นรอย

  • ข้อแนะนำ: ควรมีองศาเอียงอย่างน้อย 1° - 2° สำหรับพื้นผิวทั่วไป และ 3° ขึ้นไปสำหรับพื้นผิวที่มีลวดลาย (Texture)

2. การจัดการเส้นแบ่งแม่พิมพ์ (Parting Line)

คุณต้องวางแผนว่าแม่พิมพ์จะแยกออกจากกันตรงไหน การเตรียมไฟล์ CAD ที่ดีควรระบุตำแหน่ง Parting Line ให้ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดครีบ (Flash) ในจุดที่สำคัญของชิ้นงาน

3. ตรวจสอบความหนาของผนัง (Wall Thickness)

ความสม่ำเสมอของความหนาเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันการบิดเบี้ยว (Warping) หรือรอยบุ๋ม (Sink Marks) ขณะที่วัสดุเซ็ตตัวในแม่พิมพ์

4. การส่งออกไฟล์ (Exporting Files)

การเลือกฟอร์แมตไฟล์มีผลต่อความละเอียดของแม่พิมพ์:

  • STEP / IGES: เป็นไฟล์ประเภท NURBS ที่มีความแม่นยำสูง เหมาะสำหรับการทำแม่พิมพ์ด้วยเครื่อง CNC
  • STL: หากใช้การพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) ในการทำแม่พิมพ์ ควรส่งออกไฟล์ STL ที่มีความละเอียด (Resolution) เหมาะสม ไม่ให้เห็นเป็นเหลี่ยมเลเยอร์
Pro Tip: อย่าลืมเผื่อค่าการหดตัวของวัสดุ (Shrinkage Allowance) ลงไปในโมเดล CAD ของคุณด้วย เพราะวัสดุแต่ละชนิดจะหดตัวไม่เท่ากันหลังจากเย็นตัวลง

สรุปแล้ว การเตรียมไฟล์ CAD สำหรับการพิมพ์แม่พิมพ์ที่ถูกต้อง จะช่วยลดขั้นตอนการแก้ไขงาน และเพิ่มคุณภาพให้กับชิ้นงานจริงได้อย่างมหาศาล

เทคนิคการออกแบบแม่พิมพ์เพื่อการทดลองหลายรูปแบบ (Multi-Variant Design)

ในอุตสาหกรรมการฉีดพลาสติกและการขึ้นรูป การทดสอบวัสดุหรือดีไซน์ใหม่ๆ มักมีค่าใช้จ่ายสูง เทคนิคการออกแบบแม่พิมพ์เพื่อการทดลอง จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้วิศวกรสามารถทดสอบตัวแปรหลายอย่างได้ภายในแม่พิมพ์ชุดเดียว เพื่อลดต้นทุนและเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D)

1. การใช้ระบบ Insert ชิ้นส่วนเปลี่ยนได้ (Interchangeable Inserts)

เทคนิคที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือการออกแบบแม่พิมพ์แบบ Base กลาง แล้วใช้ "Insert" หรือไส้แม่พิมพ์ที่ถอดเปลี่ยนได้ วิธีนี้ช่วยให้คุณสามารถทดลองเปลี่ยนพื้นผิว (Texture), ความหนาของผนัง (Wall Thickness) หรือแม้แต่รัศมีของขอบ (Radius) ได้โดยไม่ต้องสร้างแม่พิมพ์ใหม่ทั้งชุด

2. ระบบ Family Mold และการคุม Gate อิสระ

การออกแบบ Family Mold ที่ดีสำหรับการทดลอง ควรมีการติดตั้งระบบวาล์วเปิด-ปิด (Shut-off Valve) ในแต่ละ Cavity เพื่อให้สามารถเลือกฉีดเฉพาะรูปแบบที่ต้องการศึกษาได้ ช่วยให้การวิเคราะห์ Flow Analysis มีความแม่นยำสูงขึ้น

Pro Tip: การเลือกใช้เหล็กแม่พิมพ์ที่มีค่าการนำความร้อนต่างกันในจุด Insert จะช่วยให้คุณศึกษาผลกระทบของอุณหภูมิที่มีต่อการหดตัว (Shrinkage) ของพลาสติกได้ชัดเจนขึ้น

3. การออกแบบระบบระบายความร้อนแบบ Modular

เพื่อให้ครอบคลุมการทดลองหลายรูปแบบ ระบบหล่อเย็น (Cooling System) ควรแยกเป็นส่วนๆ เพื่อให้สามารถปรับอุณหภูมิในแต่ละโซนของแม่พิมพ์ได้อย่างอิสระ เหมาะสำหรับการทดสอบวัสดุกลุ่ม Engineering Plastics ที่ไวต่ออุณหภูมิ

สรุป

การออกแบบแม่พิมพ์เพื่อการทดลองไม่ใช่แค่การสร้างแม่พิมพ์ให้เสร็จ แต่คือการวางแผนล่วงหน้าเพื่อรับรองความยืดหยุ่น การเลือกใช้ เทคนิคแม่พิมพ์แบบถอดเปลี่ยนไส้ และการวางระบบทางวิ่งน้ำที่ชาญฉลาด จะช่วยให้การทำ Design of Experiments (DOE) ของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด

วิธีการใช้ Generative Design ในแม่พิมพ์ต้นแบบ

ในยุคที่การผลิตต้องการความแม่นยำและรวดเร็ว Generative Design ได้กลายเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก โดยเฉพาะในการออกแบบ แม่พิมพ์ต้นแบบ (Prototype Mold) ที่ช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการผลิตได้อย่างมหาศาล

Generative Design คืออะไร?

Generative Design คือกระบวนการออกแบบที่ใช้ AI และอัลกอริทึมในการประมวลผลเพื่อหาโครงสร้างที่ดีที่สุดตามเงื่อนไขที่เรากำหนด เช่น ความแข็งแรง น้ำหนัก หรือวัสดุ ต่างจากการออกแบบดั้งเดิมที่เราต้องวาดเองทุกเส้น

ขั้นตอนการใช้ Generative Design ในการทำแม่พิมพ์ต้นแบบ

1. กำหนดขอบเขตและเงื่อนไข (Define Constraints)

เริ่มต้นด้วยการระบุพื้นที่ที่ต้องคงไว้ (Preserve Geometry) เช่น บริเวณหน้าสัมผัสของแม่พิมพ์ และพื้นที่ที่ห้ามมีเนื้อชิ้นส่วน (Obstacle Geometry) เพื่อให้ระบบรู้ว่าควรสร้างโครงสร้างในบริเวณใด

2. ตั้งเป้าหมายด้านวิศวกรรม (Engineering Goals)

ใส่ค่าแรงกด (Loads) ที่แม่พิมพ์ต้องรับ รวมถึงวัสดุที่จะใช้ เช่น อลูมิเนียม หรือเรซินสำหรับงาน 3D Print เพื่อให้ AI คำนวณความทนทานที่เหมาะสม

3. การประมวลผลและเลือกผลลัพธ์ (Generation & Selection)

AI จะสร้างตัวเลือกนับร้อยแบบที่มีรูปทรงแปลกใหม่แต่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ เราเพียงเลือกแบบที่ตอบโจทย์การผลิตแม่พิมพ์ต้นแบบของเรามากที่สุด

4. การผลิตด้วยเทคโนโลยี Additive Manufacturing

เนื่องจากรูปทรงจาก Generative Design มักมีความซับซ้อน (Organic Shapes) การใช้ 3D Printing จึงเป็นวิธีที่นิยมที่สุดในการสร้างแม่พิมพ์ต้นแบบจากดีไซน์เหล่านี้

ข้อดีของการใช้ Generative Design ในงานแม่พิมพ์

  • ลดน้ำหนัก: ตัดเนื้อวัสดุส่วนเกินออกแต่ยังคงความแข็งแรงเท่าเดิม
  • ระบายความร้อนได้ดีขึ้น: สามารถออกแบบช่องระบายความร้อนแบบ Conformal Cooling ได้อิสระ
  • ประหยัดเวลา: ลดขั้นตอนการลองผิดลองถูกในขั้นตอนการออกแบบ

การนำ Generative Design มาใช้ใน การทำแม่พิมพ์ต้นแบบ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจก้าวข้ามขีดจำกัดด้านการออกแบบวิศวกรรมแบบเดิมๆ

เทคนิคการออกแบบแม่พิมพ์เพื่อการถอดชิ้นงานง่าย: เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดความเสียหาย

การออกแบบแม่พิมพ์ (Mold Design) ไม่ใช่แค่การทำให้ได้รูปทรงตามที่ต้องการเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือ "การถอดชิ้นงานออกจากแม่พิมพ์" ได้อย่างราบรื่น หากออกแบบไม่ดี ชิ้นงานอาจติดขัด เกิดรอยขีดข่วน หรือบิดเบี้ยวได้ บทความนี้จะเจาะลึกเทคนิคที่จะช่วยให้การทำงานของคุณง่ายขึ้น

1. การกำหนดองศาความลาดเอียง (Draft Angle)

นี่คือเทคนิคพื้นฐานที่สำคัญที่สุด การใส่ Draft Angle หรือมุมเอียงให้กับผนังของชิ้นงานในแนวตั้งจะช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างผิวชิ้นงานกับผนังแม่พิมพ์ขณะถอดออก โดยทั่วไปควรมีมุมเอียงอย่างน้อย 1-2 องศา ขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นผิว

2. การเลือกตำแหน่งเส้นรอบรูปแม่พิมพ์ (Parting Line)

การวางตำแหน่ง Parting Line หรือรอยต่อแม่พิมพ์ให้เหมาะสม จะช่วยลดปัญหาครีบ (Flash) และทำให้กลไกการถอดชิ้นงานทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ควรเลือกตำแหน่งที่กว้างที่สุดของชิ้นงานเพื่อป้องกันการติดขัด (Undercut)

3. ระบบกระทุ้งชิ้นงาน (Ejector System)

การวางตำแหน่ง Ejector Pins ต้องสมดุลและกระจายแรงให้ทั่วถึง เพื่อไม่ให้ชิ้นงานเกิดการบิดตัว (Warpage) ขณะถูกดันออก นอกจากนี้ควรพิจารณาการใช้ Air Poppets หรือวาล์วอากาศเพื่อช่วยลดสภาวะสุญญากาศระหว่างชิ้นงานกับแม่พิมพ์

4. การขัดเงาผิวแม่พิมพ์ (Surface Finish)

ทิศทางการขัดเงาควรขัดตามแนวของการถอดชิ้นงาน การขัดผิวที่เรียบเนียนจะช่วยลดแรงยึดเกาะ แต่ในบางกรณี การทำเนื้อผิว (Texture) ที่เหมาะสมก็ช่วยให้ชิ้นงานหลุดออกได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

สรุป

การนำเทคนิค การออกแบบแม่พิมพ์เพื่อการถอดชิ้นงานง่าย ไปปรับใช้ จะช่วยลดรอบเวลาการผลิต (Cycle Time) และยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักรได้อย่างยั่งยืน

เจาะลึก! วิธีการลดปัญหาการบิดงอ (Warpage) ในงานพิมพ์แม่พิมพ์

ปัญหาการบิดงอ หรือ Warpage คือฝันร้ายของช่างพิมพ์และวิศวกร เพราะนอกจากจะทำให้ชิ้นงานเสียรูปทรงแล้ว ยังส่งผลต่อความแม่นยำในการประกอบชิ้นส่วนอีกด้วย วันนี้เราจะมาสรุปแนวทางแก้ไขปัญหาการบิดงอจากการพิมพ์แม่พิมพ์อย่างมืออาชีพ เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่เรียบตรงและมีคุณภาพสูงสุด

1. ควบคุมอุณหภูมิให้สม่ำเสมอ (Temperature Control)

สาเหตุหลักของการบิดงอเกิดจากการหดตัวของวัสดุที่ไม่เท่ากัน (Uneven Shrinkage) การรักษาอุณหภูมิของฐานพิมพ์ (Heat Bed) และสภาพแวดล้อมให้คงที่จึงสำคัญมาก

  • ใช้ Enclosure: การปิดตู้พิมพ์ช่วยป้องกันลมเย็นจากภายนอกไม่ให้มากระทบชิ้นงานกะทันหัน
  • ปรับอุณหภูมิฐานให้เหมาะสม: ตรวจสอบว่าวัสดุที่คุณใช้ต้องการอุณหภูมิฐานเท่าไหร่ เช่น ABS อาจต้องการสูงถึง 100°C

2. การออกแบบโครงสร้างเสริม (Bracing and Support)

การปรับเปลี่ยน Design ของชิ้นงานช่วยกระจายแรงเค้นได้ดีขึ้น:

  • เพิ่ม Brim หรือ Raft: การเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสที่ฐานจะช่วยยึดชิ้นงานให้ติดแน่นกับฐานพิมพ์ ลดโอกาสที่ขอบจะกระดกขึ้น
  • ลดความหนาแน่นของ Infill: การพิมพ์ข้างในให้โปร่งขึ้นจะช่วยลดแรงดึงจากการหดตัวของพลาสติกภายในชิ้นงาน

3. การเลือกใช้วัสดุและสารยึดเกาะ (Materials and Adhesion)

วัสดุแต่ละชนิดมีอัตราการหดตัวไม่เท่ากัน การเลือกใช้วัสดุที่มี Low-Shrinkage หรือการใช้กาวช่วยยึด (Bed Adhesives) จะช่วยลดปัญหาได้อย่างเห็นผล

Pro Tip: สำหรับวัสดุที่พิมพ์ยากอย่าง Nylon หรือ Polycarbonate การทากาว Stick หรือน้ำยาประสานฐานพิมพ์ (Bed Glue) คือตัวช่วยที่ขาดไม่ได้

สรุป

การลดปัญหาการบิดงอต้องอาศัยการปรับจูนทั้ง Hardware (ความร้อนและตู้ปิด), Software (การตั้งค่า Slicer) และ Design (การเพิ่มฐานยึด) หากทำครบทั้ง 3 ส่วนนี้ ปัญหาชิ้นงานเบี้ยวเสียรูปจะหมดไปแน่นอน

Mould Industry Category | หมวดแม่พิมพ์อุตสาหกรรม

10อันดับเรื่องแม่พิมพ์อุตสาหกรรม

ประเภทของแม่พิมพ์อุตสาหกรรม

บทความของแม่พิมพ์อุตสาหกรรม