ในอุตสาหกรรมการผลิตสมัยใหม่ การวัดมิติแบบ Non-Contact (การวัดแบบไม่สัมผัส) กลายเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมคุณภาพ (Quality Control) เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากการที่เครื่องมือวัดไปทำให้ชิ้นงานเสียหาย และยังให้ความรวดเร็วสูงกว่าการใช้เครื่องมือวัดแบบสัมผัส (Contact Measurement) แบบเดิมๆ
ทำไมต้องเลือกใช้เทคนิคการวัดแบบ Non-Contact?
การใช้เทคนิคการวัดแบบไม่สัมผัสมีข้อดีที่โดดเด่นหลายประการ โดยเฉพาะกับชิ้นงานที่มีความละเอียดอ่อนหรือรูปทรงซับซ้อน:
- ความเร็วในการประมวลผล: สามารถเก็บข้อมูลจุดวัดได้นับล้านจุดในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
- ความแม่นยำสูง: ลดความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากแรงกดของหัววัด (Probe)
- วัดชิ้นงานที่ยืดหยุ่นได้: เช่น ชิ้นส่วนยางหรือพลาสติกที่ไม่สามารถใช้เครื่องมือสัมผัสได้
เทคโนโลยียอดนิยมในการวัดแบบไม่สัมผัส
1. Laser Triangulation (การวัดด้วยเลเซอร์)
ใช้หลักการยิงแสงเลเซอร์ไปยังวัตถุและรับแสงสะท้อนกลับมาเพื่อคำนวณระยะทาง เหมาะสำหรับการวัดความสูง ความหนา และโปรไฟล์ของพื้นผิว
2. Vision Systems / Optical Measuring (การวัดด้วยภาพ)
เป็นการใช้กล้องความละเอียดสูงร่วมกับซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพ (Image Processing) เพื่อตรวจวัดขนาดและรูปทรงในระนาบ 2 มิติ หรือ 3 มิติ ได้อย่างรวดเร็ว
3. 3D Laser Scanning
เทคนิคการยิงเลเซอร์เพื่อสร้าง Digital Twin หรือโมเดล 3 มิติของวัตถุทั้งหมด เหมาะสำหรับการทำ Reverse Engineering และการตรวจสอบชิ้นงานที่มีความซับซ้อนสูง
สรุป
การเลือกใช้ เทคนิคการวัดมิติแบบ Non-Contact ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ยังช่วยยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพให้เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 อย่างเต็มตัว หากคุณต้องการความแม่นยำในระดับไมครอนโดยไม่ต้องการแตะต้องชิ้นงาน เทคโนโลยีนี้คือคำตอบที่ดีที่สุด
การวัดแบบไม่สัมผัส, เทคนิคการวัดมิติ, เครื่องมือวัดอุตสาหกรรม, การควบคุมคุณภาพ

