ในยุคที่การผลิตต้องการความแม่นยำและรวดเร็ว Generative Design ได้กลายเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก โดยเฉพาะในการออกแบบ แม่พิมพ์ต้นแบบ (Prototype Mold) ที่ช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการผลิตได้อย่างมหาศาล
Generative Design คืออะไร?
Generative Design คือกระบวนการออกแบบที่ใช้ AI และอัลกอริทึมในการประมวลผลเพื่อหาโครงสร้างที่ดีที่สุดตามเงื่อนไขที่เรากำหนด เช่น ความแข็งแรง น้ำหนัก หรือวัสดุ ต่างจากการออกแบบดั้งเดิมที่เราต้องวาดเองทุกเส้น
ขั้นตอนการใช้ Generative Design ในการทำแม่พิมพ์ต้นแบบ
1. กำหนดขอบเขตและเงื่อนไข (Define Constraints)
เริ่มต้นด้วยการระบุพื้นที่ที่ต้องคงไว้ (Preserve Geometry) เช่น บริเวณหน้าสัมผัสของแม่พิมพ์ และพื้นที่ที่ห้ามมีเนื้อชิ้นส่วน (Obstacle Geometry) เพื่อให้ระบบรู้ว่าควรสร้างโครงสร้างในบริเวณใด
2. ตั้งเป้าหมายด้านวิศวกรรม (Engineering Goals)
ใส่ค่าแรงกด (Loads) ที่แม่พิมพ์ต้องรับ รวมถึงวัสดุที่จะใช้ เช่น อลูมิเนียม หรือเรซินสำหรับงาน 3D Print เพื่อให้ AI คำนวณความทนทานที่เหมาะสม
3. การประมวลผลและเลือกผลลัพธ์ (Generation & Selection)
AI จะสร้างตัวเลือกนับร้อยแบบที่มีรูปทรงแปลกใหม่แต่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ เราเพียงเลือกแบบที่ตอบโจทย์การผลิตแม่พิมพ์ต้นแบบของเรามากที่สุด
4. การผลิตด้วยเทคโนโลยี Additive Manufacturing
เนื่องจากรูปทรงจาก Generative Design มักมีความซับซ้อน (Organic Shapes) การใช้ 3D Printing จึงเป็นวิธีที่นิยมที่สุดในการสร้างแม่พิมพ์ต้นแบบจากดีไซน์เหล่านี้
ข้อดีของการใช้ Generative Design ในงานแม่พิมพ์
- ลดน้ำหนัก: ตัดเนื้อวัสดุส่วนเกินออกแต่ยังคงความแข็งแรงเท่าเดิม
- ระบายความร้อนได้ดีขึ้น: สามารถออกแบบช่องระบายความร้อนแบบ Conformal Cooling ได้อิสระ
- ประหยัดเวลา: ลดขั้นตอนการลองผิดลองถูกในขั้นตอนการออกแบบ
การนำ Generative Design มาใช้ใน การทำแม่พิมพ์ต้นแบบ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจก้าวข้ามขีดจำกัดด้านการออกแบบวิศวกรรมแบบเดิมๆ

