ในยุคปัจจุบันที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้องการความรวดเร็ว เทคโนโลยี 3D Printing ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการทำ Rapid Tooling หรือการสร้างแม่พิมพ์ต้นแบบเพื่อใช้ในงานฉีดพลาสติก (Injection Molding) แทนการใช้แม่พิมพ์เหล็กที่มีราคาสูงและใช้เวลานานในการผลิต
ทำไมต้องใช้ 3D Printing ทำแม่พิมพ์?
การใช้แม่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เหมาะสำหรับการทดสอบฟังก์ชันของชิ้นงาน (Functional Prototype) หรือการผลิตจำนวนน้อย (Low-volume production) ประมาณ 10-100 ชิ้น ซึ่งช่วยลดต้นทุนได้มหาศาลและทราบผลลัพธ์ได้ภายในไม่กี่วัน
ขั้นตอนการใช้งานแม่พิมพ์ 3D Print ในงานฉีดพลาสติก
1. การออกแบบแม่พิมพ์ (Mold Design)
การออกแบบต้องคำนึงถึง Draft Angle (มุมถอดแบบ) เพื่อให้ชิ้นงานหลุดออกจากพิมพ์ได้ง่าย และควรเพิ่มความหนาของผนังแม่พิมพ์เพื่อรองรับแรงดันจากการฉีด
2. การเลือกวัสดุ 3D Print (Material Selection)
หัวใจสำคัญคือความทนทานต่อความร้อน วัสดุที่นิยมใช้คือ:
- High-Temperature Resin: สำหรับเครื่องระบบ SLA/DLP ที่ทนความร้อนสูงกว่า 200°C
- Rigid Photopolymers: เพื่อป้องกันแม่พิมพ์บิดเบี้ยวระหว่างรับแรงดัน
3. การปรับแต่งผิวสัมผัส (Post-Processing)
เพื่อให้ชิ้นงานฉีดพลาสติกมีความสวยงาม ควรขัดผิวแม่พิมพ์ให้เรียบเนียน และการพ่นสเปรย์กันติด (Mold Release Spray) เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันพลาสติกละลายติดกับแม่พิมพ์
4. กระบวนการฉีดพลาสติก (The Injection Process)
ควรใช้แรงดันฉีด (Injection Pressure) ที่ต่ำกว่าปกติ และเพิ่มเวลาในการหล่อเย็น (Cooling Time) เนื่องจากวัสดุจาก 3D Print มีการระบายความร้อนที่ช้ากว่าเหล็กหรืออลูมิเนียม
ข้อควรระวัง
"แม่พิมพ์จาก 3D Print ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแทนที่แม่พิมพ์เหล็กในสายการผลิตหลัก แต่เป็นเครื่องมือชั้นยอดในการลดช่องว่างระหว่าง 'ชิ้นงานต้นแบบ' กับ 'การผลิตจริง'"
สรุป
การใช้แม่พิมพ์ต้นแบบจาก 3D Printing ช่วยให้ผู้ประกอบการและนักออกแบบสามารถทดสอบชิ้นงานด้วยวัสดุจริง (เช่น PP, PE, ABS) ได้ในราคาประหยัดและรวดเร็ว เป็นกลยุทธ์สำคัญในการชิงความได้เปรียบในตลาดปัจจุบัน

