ในอุตสาหกรรมการผลิต การสึกหรอของแม่พิมพ์ (Mold Wear) คือศัตรูตัวฉกาจที่ส่งผลต่อคุณภาพชิ้นงานและต้นทุนการผลิต การตรวจวัดด้วยเครื่องมือวัดแบบสัมผัสแบบเดิมอาจไม่เพียงพอต่อความละเอียดของรูปทรงที่ซับซ้อน วันนี้เราจะมาเจาะลึกการใช้ 3D Scanning และ 3D Printing เพื่อยกระดับการตรวจสอบแม่พิมพ์ให้แม่นยำยิ่งขึ้น
1. การเก็บข้อมูลด้วย High-Precision 3D Scanning
ขั้นตอนแรกเริ่มต้นจากการเปลี่ยนวัตถุทางกายภาพให้เป็นข้อมูลดิจิทัล โดยใช้เครื่องสแกนเนอร์ 3 มิติความละเอียดสูง เก็บข้อมูล Cloud Point ของพื้นผิวแม่พิมพ์ปัจจุบัน เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับไฟล์ CAD ต้นฉบับ (Nominal Data)
2. การวิเคราะห์ความเบี่ยงเบน (Deviation Analysis)
เมื่อได้ข้อมูลสแกนมาแล้ว เราจะใช้ซอฟต์แวร์ในการทำ Color Map Comparison เพื่อแสดงผลส่วนที่สึกหรอหรือบิดเบี้ยวด้วยแถบสี:
- สีน้ำเงิน: ส่วนที่เนื้อวัสดุหายไป (สึกหรอ)
- สีเขียว: ส่วนที่อยู่ในค่าความคลาดเคลื่อน (Tolerance) ที่ยอมรับได้
- สีแดง: ส่วนที่มีการพอกตัวของเศษวัสดุหรือการบวมพอง
3. การประยุกต์ใช้ 3D Printing ในการซ่อมบำรุง
นอกจากการวิเคราะห์แล้ว เทคโนโลยี 3D Printing ยังเข้ามามีบทบาทในการสร้าง "ชิ้นงานต้นแบบสำหรับการตรวจสอบ" หรือแม้กระทั่งการพิมพ์อะไหล่แม่พิมพ์ที่สึกหรอด้วยวัสดุโลหะ (Metal 3D Printing) เพื่อนำไปติดตั้งแทนส่วนที่เสียหาย ช่วยลดระยะเวลา Downtime ได้อย่างมหาศาล
Key Benefit: การวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยี 3D ช่วยให้ทีมวิศวกรคาดการณ์อายุการใช้งานของแม่พิมพ์ (Predictive Maintenance) ได้แม่นยำ ลดของเสียในกระบวนการผลิตได้อย่างยั่งยืน
การวิเคราะห์แม่พิมพ์, เครื่องสแกน3มิติ, การสึกหรอโลหะ, เทคโนโลยีการผลิต

