ในยุคที่การผลิตแบบ Additive Manufacturing เข้ามามีบทบาทสำคัญ การเลือกใช้ วัสดุพิมพ์ (3D Printing Materials) เพื่อทดแทนหรือใช้งานร่วมกับ โลหะแม่พิมพ์ (Mold Steel) จึงเป็นทักษะที่วิศวกรและนักออกแบบต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
1. การเปรียบเทียบความแข็งแรงเชิงกล (Mechanical Strength)
วัสดุพิมพ์กลุ่ม High-performance polymers เช่น PEEK หรือ Nylon ผสม Carbon Fiber ถูกนำมาเปรียบเทียบกับเหล็กกล้าเครื่องมือ (Tool Steel) ในด้าน Strength-to-Weight Ratio แม้โลหะจะมีความแข็งแรงสัมบูรณ์สูงกว่า แต่การใช้วัสดุพิมพ์ช่วยลดน้ำหนักและประหยัดต้นทุนในแม่พิมพ์ต้นแบบ (Prototype Molds)
2. คุณสมบัติทางความร้อน (Thermal Properties)
นี่คือจุดต่างที่สำคัญที่สุด โลหะแม่พิมพ์ มีค่าการนำความร้อน (Thermal Conductivity) ที่สูงมาก ช่วยให้การระบายความร้อนในกระบวนการฉีดพลาสติกทำได้เร็ว ในขณะที่วัสดุพิมพ์ส่วนใหญ่เป็นฉนวน เทคนิคสำคัญคือการเปรียบเทียบค่า Heat Deflection Temperature (HDT) เพื่อดูว่าวัสดุพิมพ์จะทนแรงดันและความร้อนได้นานแค่ไหน
3. ความทนทานต่อการสึกหรอ (Wear Resistance)
การใช้เครื่องมือวัดความแข็งแบบ Rockwell (สำหรับโลหะ) เทียบกับ Shore D (สำหรับพลาสติก) เป็นเทคนิคพื้นฐานในการประเมินอายุการใช้งานของหน้าแม่พิมพ์ หากต้องการความทนทานสูง วัสดุพิมพ์ประเภทเรซิน (Resin) เฉพาะทางจะถูกเลือกใช้เพื่อเลียนแบบผิวสัมผัสของโลหะ
| คุณสมบัติ (Properties) | วัสดุพิมพ์ (High-End Polymer) | โลหะแม่พิมพ์ (P20/H13 Steel) |
|---|---|---|
| ความหนาแน่น (Density) | ต่ำ (น้ำหนักเบา) | สูง (น้ำหนักมาก) |
| การนำความร้อน (Thermal Conductivity) | ต่ำมาก | สูงมาก |
| ต้นทุนการผลิต (Production Cost) | ต่ำ (สำหรับจำนวนน้อย) | สูง (คุ้มค่าเมื่อผลิตจำนวนมาก) |
บทสรุปสำหรับนักออกแบบ
เทคนิคที่ดีที่สุดไม่ใช่การหาวัสดุที่ "เหมือน" โลหะที่สุด แต่คือการเลือกวัสดุที่มีสมบัติเพียงพอต่อการใช้งาน (Fit-for-purpose) เพื่อลดระยะเวลา Lead Time ในการผลิตแม่พิมพ์ให้สั้นลง

