ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยี 3D Printing หรือการพิมพ์สามมิติได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากใน สายงานแม่พิมพ์อุตสาหกรรม (Mold & Die) ช่วยลดระยะเวลาในการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการออกแบบแม่พิมพ์ที่มีความซับซ้อนสูง
ทำไมต้องใช้ 3D Printing ในการทำแม่พิมพ์?
การเริ่มต้นใช้งาน 3D Printing ในอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อเครื่องพิมพ์มาวาง แต่คือการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน (Workflow) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ดังนี้:
- Rapid Prototyping: สร้างแม่พิมพ์ต้นแบบเพื่อทดสอบฉีดชิ้นงานจริงก่อนทำแม่พิมพ์เหล็ก
- Conformal Cooling: ออกแบบช่องหล่อเย็นที่คดเคี้ยวตามรูปทรงชิ้นงาน ซึ่งการเจาะแบบเดิมทำไม่ได้
- Cost Reduction: ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างทำ Tooling สำหรับชิ้นงานจำนวนน้อย (Small Batch Production)
ขั้นตอนการเริ่มต้นใช้งาน 3D Printing สำหรับโรงงานแม่พิมพ์
1. การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม
สำหรับงานแม่พิมพ์อุตสาหกรรม เทคโนโลยีที่นิยมใช้ได้แก่ SLA (Stereolithography) สำหรับงานที่ต้องการความละเอียดสูง และ SLM (Selective Laser Melting) สำหรับการพิมพ์แม่พิมพ์โลหะโดยตรง
2. การออกแบบเพื่อการพิมพ์สามมิติ (DfAM)
การออกแบบแม่พิมพ์สำหรับ 3D Printing ต้องคำนึงถึง Design for Additive Manufacturing เช่น การลดจุดที่ต้องใช้ Support และการคำนวณการหดตัวของวัสดุ เพื่อให้ได้ค่า Tolerance ที่แม่นยำ
3. การเลือกวัสดุ (Materials Selection)
วัสดุที่ใช้ต้องทนความร้อนและแรงดันสูงได้ดี เช่น High-Temperature Resins หรือโลหะกลุ่ม Maraging Steel เพื่อให้รองรับกระบวนการ Injection Molding ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุป: การนำ 3D Printing มาใช้ในงานแม่พิมพ์ช่วยให้ธุรกิจของคุณก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ เพิ่มความรวดเร็วในการส่งมอบงาน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดยุคอุตสาหกรรม 4.0

