ในการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม การทำ แม่พิมพ์ต้นแบบ (Prototype Mold) ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงก่อนการผลิตจริง ปัจจุบันเทคโนโลยี 3D Printing เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการช่วยลดต้นทุนและระยะเวลา แต่คำถามคือเราควรเลือกใช้เทคโนโลยีไหนให้ตอบโจทย์ที่สุด? บทความนี้จะเผยเทคนิคการเลือกเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ให้เหมาะกับการทำแม่พิมพ์ครับ
1. พิจารณาจากความละเอียดของผิวสัมผัส (Surface Finish)
หากแม่พิมพ์ของคุณต้องการความเรียบเนียนสูง เพื่อให้ชิ้นงานที่ฉีดออกมาไม่มีรอยเลเยอร์ เทคโนโลยี SLA (Stereolithography) คือตัวเลือกอันดับหนึ่ง เพราะใช้เรซินเหลวในการขึ้นรูป ทำให้ได้ผิวสัมผัสที่ละเอียดและแม่นยำสูง เหมาะสำหรับแม่พิมพ์ขนาดเล็กหรือชิ้นงานที่ต้องการความเนี้ยบ
2. ความทนทานต่อความร้อน (Heat Resistance)
การเลือก เทคโนโลยี 3D Printing สำหรับแม่พิมพ์ที่ต้องรองรับการฉีดพลาสติกร้อน (Injection Molding) คุณต้องคำนึงถึงค่า Heat Deflection Temperature (HDT) เทคโนโลยี PBF (Powder Bed Fusion) หรือ SLS ที่ใช้วัสดุจำพวก Nylon (PA12) จะมีความแข็งแรงและทนความร้อนได้ดีกว่าการพิมพ์แบบเส้นใยทั่วไป
3. ความเร็วและต้นทุน (Speed vs Cost)
ถ้าเป้าหมายคือการเช็กรูปทรง (Fit and Form) และต้องการความประหยัด เทคโนโลยี FDM (Fused Deposition Modeling) ยังคงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด โดยใช้พัสดุจำพวก ABS หรือ PC-Max เพื่อให้ทนทานต่อแรงอัดในแม่พิมพ์ได้ในระดับเบื้องต้น
สรุปเทคนิคการเลือก
- SLA: เน้นความสวยงาม ผิวเรียบ ความแม่นยำสูง
- SLS: เน้นความแข็งแรง ทนความร้อน รับแรงกระแทกได้ดี
- FDM: เน้นประหยัด ทำตัวอย่างต้นแบบรวดเร็ว
การเลือกเทคโนโลยี 3D Printing ที่ถูกต้องไม่เพียงแต่ช่วยให้ได้ แม่พิมพ์ต้นแบบ ที่มีคุณภาพ แต่ยังช่วยให้กระบวนการผลิตของคุณก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

