การเลือก Steel Grade ให้เหมาะสมกับงานเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรง ความทนทาน และความปลอดภัยของโครงสร้างหรือชิ้นงานที่ผลิต การเข้าใจคุณสมบัติของเหล็กแต่ละประเภท เช่น ความแข็ง (Hardness), ความเหนียว (Toughness), ความทนต่อการกัดกร่อน (Corrosion Resistance) และมาตรฐานการผลิต จะช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ประเภทของ Steel Grade ที่ใช้บ่อย
- Carbon Steel – นิยมใช้ในงานโครงสร้างทั่วไป เพราะราคาไม่สูง ตัดและเชื่อมง่าย
- Alloy Steel – เหมาะกับงานที่ต้องการความแข็งแรงสูง เช่น อะไหล่เครื่องจักร
- Stainless Steel – เหมาะกับงานที่ต้องการความทนต่อการกัดกร่อน เช่น ถังอาหาร อุปกรณ์การแพทย์
- Tool Steel – ใช้ทำแม่พิมพ์ หรือตัวตัดที่ต้องการความแข็งมากเป็นพิเศษ
วิธีเลือก Steel Grade ให้เหมาะกับงาน
การเลือก Steel Grade ที่เหมาะสม ควรพิจารณาความต้องการของงานเป็นหลัก เช่น รับแรงมากไหม ใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีความร้อนหรือความชื้นสูงหรือไม่ รวมถึงวิธีการขึ้นรูป เช่น การเชื่อม การกลึง หรือการขึ้นรูปเย็น การเลือกเหล็กผิดประเภทอาจทำให้ชิ้นงานเสื่อมสภาพเร็ว เสียต้นทุนในการซ่อม หรือเกิดความเสียหายด้านความปลอดภัยได้
ตัวอย่าง Steel Grade ที่ใช้บ่อยในงานจริง
- S45C – ใช้ทำชิ้นส่วนเครื่องจักรทั่วไป
- SS400 – เหมาะกับงานโครงสร้างพื้นฐาน
- 304 / 316 – สเตนเลสยอดนิยม ทนสนิมดี เหมาะกับงานอาหาร เคมี และงานกลางแจ้ง
- SKD11 – ใช้ทำแม่พิมพ์ปั๊มโลหะ
สรุปแล้ว การเลือก Steel Grade ควรอ้างอิงสเปคงานจริงและมาตรฐานอุตสาหกรรม เช่น JIS, ASTM หรือ AISI เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่มีคุณภาพสูงและมีอายุการใช้งานยาวนาน การทำความเข้าใจคุณสมบัติเหล็กแต่ละชนิดอย่างถูกต้อง จะช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าในระยะยาว
Steel Grade, เลือกเหล็กให้เหมาะสม, ประเภทเหล็ก, เหล็กงานเครื่องจักร, เหล็กโครงสร้าง, Stainless Steel, Carbon Steel, Alloy Steel, Tool Steel

