อาการปวดฟัน เสียวฟัน เวลาทานของหวานหรือของเย็น อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังเผชิญกับปัญหา Cavity หรือภาวะฟันผุโดยไม่รู้ตัว ปัญหาสุขภาพช่องปากนี้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจลุกลามจนถึงโพรงประสาทฟันและทำให้สูญเสียฟันแท้ไปในที่สุด
Cavity เกิดขึ้นได้อย่างไร?
Cavity คือรอยผุหรือรูบนโครงสร้างของฟัน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากคราบแบคทีเรีย (Plaque) ที่สะสมอยู่ตามซอกฟัน เมื่อเราทานอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล แบคทีเรียเหล่านี้จะสร้างกรดขึ้นมาทำลายสารเคลือบฟัน (Enamel) และกัดกร่อนลึกลงไปเรื่อยๆ จนทำให้เกิดอาการปวดและเสียวฟัน
ขั้นตอนและวิธีรักษา Cavity อย่างถูกต้อง
เมื่อคุณไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการรักษา อาการฟันผุจะถูกจัดการตามขั้นตอนและระดับความรุนแรง ดังนี้:
- การตรวจประเมิน: ทันตแพทย์จะทำการตรวจช่องปาก หรืออาจมีการเอ็กซเรย์เพื่อดูความลึกของรอยผุ
- การกำจัดส่วนที่ผุ: ทันตแพทย์จะใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดและกรอเอาเนื้อฟันส่วนที่ติดเชื้อหรือถูกทำลายออกจนหมด
- การอุดฟัน (Tooth Filling): เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ทันตแพทย์จะใช้วัสดุอุดฟัน เช่น เรซินคอมโพสิตที่มีสีเหมือนฟันแท้ หรืออมัลกัม เติมลงไปในรูผุเพื่อฟื้นฟูรูปทรงและฟังก์ชันการใช้งานของฟัน
หากปล่อยให้ปัญหา Cavity ลุกลามลึกไปถึงรากฟัน การอุดฟันแบบธรรมดาอาจไม่เพียงพอ และอาจต้องรักษาด้วยการรักษารากฟัน (Root Canal Treatment) หรือการครอบฟันแทน
วิธีป้องกันและดูแลช่องปากให้ไกลห่างจากฟันผุ
- แปรงฟันให้ถูกวิธี: แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ด้วยยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์
- ใช้ไหมขัดฟัน: ทำความสะอาดซอกฟันเป็นประจำทุกวัน เพื่อเอาเศษอาหารที่แปรงเข้าไม่ถึงออก
- ลดหวาน: หลีกเลี่ยงการทานของหวานจัด ขนมกรุบกรอบ และน้ำอัดลม
- พบทันตแพทย์: ตรวจสุขภาพช่องปากและขูดหินปูนทุกๆ 6 เดือน
อย่ารอให้อาการปวดฟันรุนแรงจนทนไม่ไหว หากคุณเริ่มสงสัยว่ามีอาการฟันผุ ควรรีบไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็กและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อรักษาฟันแท้ของคุณให้อยู่คู่กับคุณไปนานๆ

